บทที่ 3
แนวความคิดโครงการ
แนวความคิดโครงการ คือ การนำเสนอความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆภายในโครงการโดยเป็นการกำหนดถึงการตอบสนองต่อความต้องการของโครงการที่เป็นไปได้ในการออกแบบ
โดยเน้นถึงเหตุผลและความสำคัญที่ได้มาจากข้อเท็จจริง ซึ่งแนวความคิดในการออกแบบโครงการนั้นเป็นการกำหนดทิศทางของโครงการด้วยนามธรรม
โดยโครงการหนึ่งๆอาจจะมีหลากหลายแนวความคิดโครงการได้ แล้วพิจารณาความสำคัญของแต่ละแนวความคิดโครงการ
แล้วเลือกให้เหมาะสมกับโครงการมากที่สุด
แนวความคิดโครงการจะเป็นการบรรยายในเชิงคุณภาพ
กล่าวลักษณะ การจัดการ
ความสัมพันธ์ และความเหมาะสมของแต่ละองค์ประกอบภายในโครงการ
โครงการโรงเรียนนานาชาติ เปรม
ติณสูลานนท์ เป็นโครงการทางด้านสถาบันการศึกษาที่ใช้หลักสูตรจากต่างประเทศ
มีทั้งนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติ ดังนั้นจึงมีผลต่อการวางแนวความคิดโครงการ ดังนี้
·
รูปลักษณ์ของโครงการควรจะสื่อความเป็นโรงเรียน
ในลักษณะที่ให้เด็กได้เรียนรู้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน เน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ลักษณะสถาปัตยกรรมมีความ เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยสนุกสนาน กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้
·
โครงการต้องมีความลื่นไหลและต่อเนื่องทั้งในส่วนของรูปลักษณ์อาคาร
พื้นที่ว่าง และระบบสัญจรภายในโครงการ
·
โครงการควรจะมีการสร้างพื้นที่ว่าง บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อส่งเสริมทางด้านการศึกษา
เพื่อให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้
จากแนวความคิดโครงการโรงเรียนหลักสูตรทางเลือกจังหวัดนนทบุรี
สามารถนำเสนอ
ความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการจัดทำรายละเอียดโครงการ(Programming
Procedure) จึงนำเอาแนวความคิดโครงการมาอธิบายตามกลุ่มข้อมูล เพื่อตรวจสอบและกำหนดลงไปในโครงการตามรายละเอียดต่างๆของโครงการ
โดยแนวความคิดโครงการสามารถแยกออกเป็น 4 ด้าน ได้ดังนี้
3.1แนวความคิดด้านหน้าที่ใช้สอย(Function
Concepts)
3.2แนวความคิดด้านรูปแบบ(Form
Concepts)
3.3แนวความคิดด้านเศรษฐศาสตร์(Economy Concepts)
3.4แนวความคิดด้านเทคโนโลยี(Technology
Concepts)
การนำเสนอจะคลอบคลุมถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการกำหนดรายละเอียดของโครงการ
โดยลำดับขั้นตอนของการกำหนดแนวความคิดโครงการ ตั้งแต่ภาพรวมทั้งโครงการจนถึงแต่ละองค์ประกอบและรายละเอียดในแต่ละส่วน
หรือจากภายนอกเข้าสู่ภายใน โดยรายละเอียดต่างๆจะแสดงอยู่ภายในหัวข้อที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น
3.1แนวความคิดด้านหน้าที่ใช้สอย(Function
Concepts)
แนวความคิดโครงการด้านหน้าที่ใช้สอยเป็นส่วนที่แสดงถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง
กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการกับรูปแบบการใช้พื้นที่
โดยจัดได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ในหลายปัจจัยของข้อมูลพื้นฐาน ดังนั้นในการกำหนดแนวความคิดด้านนี้จึงแยกออกมาทีละองค์ประกอบโดยแทรกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในแต่ละองค์ประกอบให้เห็นอย่างชัดเจน
โดยการแสดงรายละเอียดจะเป็นตามลำดับองค์ประกอบดังนี้
3.1.1ภาพรวมของโครงการ(Overall
Project)
3.1.2ส่วนองค์ประกอบหลักโครงการ
(Main –Function Zone)
ส่วนการศึกษา (Education
Zone) ได้แก่ส่วนห้องเรียนปกติ พื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน สนามกีฬา
สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ห้องดนตรี สตูดิโอศิลปะ
3.1.3.ส่วนสาธารณะ(Public
Zone)
3.1.4ส่วนสนับสนุนโครงการ(Supporting
Zone)
3.1.5ส่วนบริหารโครงการ
(Administration Zone)
3.1.6ส่วนบริการอาคาร(Service
Zone)
3.1.7ส่วนจอดรถ (Parking
Zone)
โดยแต่ละส่วนจะมีการกำหนดแนวความคิดโครงการ(Programing
Concept) ตามแนวความคิดที่สัมพันธ์กับข้อมูลพื้นฐาน โดยมีสามารถแสดงรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบโครงการ
ด้วยหัวข้อแนวความคิดต่างๆดังนี้
1) แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์(Relationship)
2) แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม
3) แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ(Operation)
3.1.1ภาพรวมของโครงการ(Overall
Project)
1) แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์(Relationship)
แนวความคิดนี้เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของหน้าที่ใช้สอย
และการสัญจรระหว่างแต่ละองค์ประกอบของโครงการ ซึ่งเป็นการกำหนดแนวความคิดทั้งหมดของโครงการ
โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละองค์ประกอบโครงการต้องมีความสัมพันธ์และมีความต่อเนื่องส่งเสริมให้เกิดความสมบูรณ์ในการใช้งาน
และสามรถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้โครงการได้เป็นอย่างดี โดยโครงการโรงเรียนหลักสูตรทางเลือกจังหวัดนนทบุรีมีการแบ่งโครงการต่างๆของโครงการออกเป็น 6 ส่วนและกำหนดส่วนต่างๆ ของโครงการได้ดังนี้
1. ส่วนการศึกษา(Education
Zone)
เป็นส่วนการเรียนการสอน
ทั้งในห้องเรียนปกติ นอกห้องเรียน อาทิเช่น สนามเด็กเล่น ห้องเรียนศิลปะ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์
ห้องเรียนงานปฎิบัติ ฯลฯ ซึ่งห้องเรียนของ Grade 6-12 จะเป็นแบบเดินเรียน
เข้าเรียนตามรายวิชา ของวิชานั้นๆ
2.ส่วนสาธารณะ(Public
Zone)
เป็นส่วนแรกของโครงการ
ก่อนจะแจกไปสู่ส่วนต่างๆ อีกทั้งเป็นส่วนรักษาความปลอดภัย แบ่งแยกส่วน private และ publicอาทิเช่น สวนสาธารณะ และลานกิจกรรม
3.ส่วนสนับสนุนโครงการ(Supporting
Zone)
ส่วนบริการสำหรับผู้ใช้หลักของโครงการนั่นคือ
นักเรียนและครู โดยจะประกอบด้วย สนามกีฬา ห้องสมุด โรงอาหารห้องพักครู ห้องพยาบาล ห้องน้ำ
เป็นต้น
4. ส่วนบริหารโครงการ(Administration
Zone)
เป็นส่วนพื้นที่ของกลุ่มผู้ที่ทำหน้าที่บริหารโครงการ
ได้แก่กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มพนักงานและครู โดยจะอยู่ด้านหน้าโครงการเพื่อง่ายต่อการเข้ามาติดต่อของผู้ปกครองและบุคคลภายนอก
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก
5. ส่วนบริการอาคาร
(Service Zone)
เป็นส่วนที่มีความสำคัญกับโครงการเนื่องจากเป็นส่วนที่ดูแลบำรุงรักษาอาคาร
และควบคุมงานระบบทุกประเภทของแต่ละองค์ประกอบโครงการ ดังนั้นส่วนบริการอาคารต้องมีเส้นทางบริการอาคารที่สามารถเข้าถึงได้ทุกองค์ประกอบที่สำคัญ
โดยไม่ร่วมใช้กับเส้นทางหลัก และไม่ผ่านส่วนสาธารณะของโครงการ เพื่อแยกประเภทผู้ใช้โครงการให้ชัดเจน
6.ส่วนจอดรถ
(Parking Zone)
ส่วนที่จอดรถของโครงการ
ต้องสามารถเชื่อมต่อกับทางเข้าหลักของโครงการได้ และสามารถเข้าถึงส่วนบริการอาคารโดยง่าย
เพื่อง่ายต่อการขนถ่ายของ และการให้บริการอาคารด้านต่างๆ โดยแยกออกจากเส้นทางกลักของโครงการให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อนักเรียน
2.แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม
แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมผู้ใช้โครงการสัมพันธ์กับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละองค์ประกอบ
เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดรายละเอียดพื้นที่ใช้สอย โดยมีหัวข้อที่ใช้ในการพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ
คือ โดยโรงเรียนนานาชาติ เปรม ติณสูลานนท์ ในแต่ละองค์ประกอบดังนี้
ก.การจัดกลุ่มกิจกรรม(Activities Grouping)
ข.ลำดับความสำคัญของผู้ใช้(Order of Importance)

รูปภาพที่3.1 แสดงการจัดกลุ่มกิจกรรมกลุ่มรวมแยกตามผู้ใช้โครงการ และแสดงความสัมพันธ์องค์ประกอบโครงการกับลำดับความสัมพันธ์ของผู้ใช้โครงการ
ค.ลำดับความสำคัญของกิจกรรม(Sequence of Activities)
ง.ลำดับความสำคัญของผู้ใช้(Order of Importance)
โดยการลำดับความสำคัญของกิจกรรม
โดยแยกตามผู้ใช้โครงการ

รูปภาพที่3.2 แสดงความสัมพันธ์ส่วนประกอบต่างๆของภาพรวมโครงการ
จ.ความต้องการใช้พื้นที่ของกิจกรรม(Activity Requirements)
โดยแนวความคิดโครงการในเรื่องความต้องการใช้พื้นที่ของกิจกรรมจะมีรายละเอียดแสดงถึงเนื้อหา
และเรื่องราวของกิจกรรม รวมถึงความต้องการของกิจกรรมนั้นๆให้เกิดขึ้นภายในโครงการ
3.แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ(Operation)
ก.ระบบบริการ(Service Management)
เส้นทางการเข้าออกในส่วนของการบริการนั้น
จะให้แยกออกมาจากเส้นทางเข้าออกหลัก โดยจะให้วิ่งเข้าจากทางด้านหลัง
เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน
ข.ระบบรักษาความปลอดภัย(Security
Control)
เนื่องจากเป็นโครงการโรงเรียน
เรื่องความปลอดภัยของเด็กนักเรียนจึงคำนึงถึงเป็นเรื่องแรก
โดยจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยทุกทางเข้าออก
และติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งในตัวตึกและนอกตึก
ผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน
ก็จะมาส่งตามจัด Drop off ของแต่ละระดับการศึกษา และมีจุดนั่งคอย
เพื่อให้ผู้ปกครองมาคอยรับบุตรหลานในตอนเย็น เพื่อป้องกันคนนอกเข้าไปในโครงการ
ส่วนการศึกษา(Education
Zone)
ส่วนองค์ประกอบหลักของโครงการคือส่วนการศึกษา
แนวความคิดโครงการในส่วนของส่วน
การศึกษา จะเป็นส่วนที่อยู่ด้านในโครงการ
เข้าถึงได้ยากที่สุด ต้องผ่านระบบรักษาความปลอดภัยสองชั้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน
·
ส่วนการศึกษาหลัก ได้แก่ส่วนส่วนอาคารเรียนหลัก
ส่วนอาคารเรียนอื่นๆและส่วนพื้นที่การศึกษาภายนอก ทุกส่วนต้องเข้าถึงกันได้โดยง่าย
เพราะมีความสัมพันธ์กันในแง่ของการใช้งาน และต้องสัมพันธ์กับส่วนห้องพักอาจารย์
·
ส่วนห้องพักอาจารย์ สมาคมผู้ปกครองและส่วนบริหารการศึกษาต้องอยู่ใกล้เคียงกัน
เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการใช้พื้นที่ห้องประชุมร่วมกันเพื่อความประหยัดงบประมาณ
·
ส่วนบริการส่วนการศึกษาซึ่งสัมพันธ์กับห้องแม่บ้าน
ห้องครัว ห้องทำงานพนักงาน ห้องเครื่องและห้องเก็บของ ต้องแยกออกไปอย่างชัดเจนไม่ปะปนกับเส้นทางหลัก
โดยเฉพาะห้องเก็บขยะ
ส่วนบริหารโครงการ
(Administration Zone)
องค์ประกอบโครงการในส่วนบริหารโครงการนั้นเป็นส่วนที่มีลักษณะของการใช้งานที่เป็นเฉพาะตัว
และมีกลุ่มผู้ใช้โครงการที่ไม่หลากหลาย ดังนั้นการตอบสนองทางด้านความสัมพันธ์จึง อยู่ใกล้
Aditorium
Gallery และ ร้านกาแฟ

รูปภาพที่3.3
แสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบส่วนบริหารโครงการ
ส่วนบริการอาคาร(Service Zone)
แนวความคิดโครงการที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในส่วนบริการอาคารนั้น
จะมี
2ส่วนหลักๆคือส่วนพนักงานบริการอาคาร กับส่วนระบบอุปกรณ์
ทางเข้าออก
ก็จะแยกออกมาเฉพาะทางโดยจะเน้นให้เข้าถึงตัวห้องเครื่องต่างๆ และห้องครัวได้ง่าย
และห้องครัวก็จะมีความสัมพันธ์ อยู่ใกล้กับโรงอาหาร
เพื่อที่จะคอยจ่ายอาหารได้สะดวก
3.2แนวความคิดด้านรูปแบบ(FORM CONCEPTS)
แนวความคิดโครงการด้านรูปแบบแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
3.2.1หลักเกณฑ์การเลือกที่ตั้งโครงการ(Criteria
for Site Selection)
3.2.2แนวความคิดโครงการด้านจินตภาพ(Image
Concept)
3.2.1หลักเกณฑ์การเลือกที่ตั้งโครงการ(Criteria
for Site Selection)
โครงการโรงเรียนนานาชาติ
เปรม ติณสุลานนท์ เป็นสถาบันทางการศึกษาที่แยกตัวออกมาเป็นสาขาที่ 2
โดยจะมาตั้งในกรุงเทพฯ โดยทางโครงการได้เลือที่ตั้ง ที่อยู่ในหมู่บ้าน Prime Villa เนื่องจากทางโครงการการจะเน้นรับบุตรหลานของคนในหมู่บ้านเป็นหลัก
อีกทั้งที่ตรงนี้ยังใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย
3.2.2แนวความคิดโครงการด้านจินตภาพ(Image
Concept)
แนวความคิดโครงการด้านจินตภาพของโรงเรียนนานาชาตินั้นต้องสามารถสื่อถึงความเป็นโรงเรียนนานาชาติที่แตกต่างจากโรงเรียนหลักสูตรธรรมดา
สามารถออกมาได้ในรูปแบบของอาคารสถาปัตยกรรม โดยสามารถสะท้อนรูปลักษณ์ภายนอก และลักษณะคุณภาพของพื้นที่ภายในโครงการได้ดังนี้
1.แนวความคิดโครงการด้านจินตภาพภายนอกโครงการ
2.แนวความคิดโครงการด้านจินตภาพภายในโครงการ
3.3แนวความคิดด้านเศรษฐศาสตร์(Economy Concepts)
การกำหนดแนวความคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์มีหลายประเด็นแต่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำโปรแกรมทางสถาปัตยกรรม
หัวข้อที่พิจารณา สามารถแบ่งได้เป็น 2 แนวทางคือ การควบคุมงบประมาณโครงการ(Budget
Control) และการควบคุมคุณภาพอาคาร (Building Quality
Control)
3.3.1 ประสิทธิภาพอาคาร(Building
Efficiency) ประกอบด้วย
1) พื้นที่ใช้งานสุทธิ (Assignable
Area)คือพื้นที่รวมของทุกๆพื้นที่ใช้สอยที่ต้องการตามโปรแกรม
2) พื้นที่สนับสนุน(Unassigned
Area)คือพื้นที่ที่นอกเหนือจากพื้นที่ใช้งานโดยเฉพาะพื้นที่ทางสัญจร
ห้องเครื่อง ห้องน้ำส่วนรวม ห้องเก็บของผนังกั้นต่างๆ โดยไม่รวมพื้นที่จอดรถซึ่งแตกต่างไปตามกฎหมายของแต่ละท้องที่
และพื้นที่ใช้งานภายนอก (Outdoor Space)เพราะถือเป็นพื้นที่ใช้งานแต่อยู่ภายนอกอาคาร
3) สัดส่วนประสิทธิภาพของอาคาร (Efficiency
Ratio)คือสัดส่วนร้อยละของพื้นที่สนับสนุนต่อพื้นที่ใช้งานสุทธิ มีระดับโดยทั่วไปอยู่
3 ระดับ คือ
1.ระดับดีมาก อัตราส่วน
40–50 % ของพื้นที่ทั้งหมด
2.ระดับปานกลาง อัตราส่วน
30 % ของพื้นที่ทั้งหมด
3.ระดับประหยัด อัตราส่วน
20 % ของพื้นที่ทั้งหมด
สัดส่วนของพื้นที่สนับสนุนต่อพื้นที่ใช้งานสุทธิจึงอยู่ในระดับปานกลาง
มีพื้นที่ภายในอาคารเปิดโล่งมากพอเพื่อสร้างคุณภาพให้กับที่ว่างและเสริมสร้างทัศนียภาพให้กับอาคาร
โดยสามารถแบ่งสัดส่วนประสิทธิภาพของอาคารตามองค์ประกอบต่างๆ ภายในโครงการได้ดังต่อไปนี้
ตารางที่3.1 ตารางแสดงการแบ่งสัดส่วนประสิทธิภาพอาคารตามองค์ประกอบโครงการ

3.3.2 คุณภาพอาคาร
(Building Quality Control)
คุณภาพของอาคารสามารถบอกด้วยราคาค่าก่อสร้างต่อตารางเมตร
ซึ่งโดย
ทั่วไปรวมถึงงานสถาปัตยกรรม งานโครงสร้าง
ระบบไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาลแต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้ง สำหรับอาคารเพื่อการศึกษามีการประเมินค่าก่อสร้าง
ดังนี้
1) ระดับประหยัด ราคาค่าก่อสร้าง
8,000 บาท/ตารางเมตร
2) ระดับปานกลาง ราคาค่าก่อสร้าง
10,000 บาท/ตารางเมตร
3) ระดับดีมาก ราคาค่าก่อสร้าง
15,000 บาท/ตารางเมตร
สำหรับโครงการโรงเรียนนานาชาติ
เปรมติณสูลานนท์ นั้น จะกำหนดคุณภาพอาคารให้อยู่ในระดับที่ดีมาก
สรุป แนวความคิดโครงการทางด้านเศรษฐศาสตร์โครงการโรงเรียนนานาชาติ
เปรม ติณลูลานนท์ เป็นโครงการที่เน้นทางด้านคุณภาพของอาคาร เนื่องจากเป็นสถาบันทางด้านการศึกษาที่เน้นทางด้านผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ
ดังนั้นจึงต้องการสัดส่วนพื้นที่ และคุณภาพอาคารที่ดี เพื่อ
กลุ่มเป้าหมายโครงการ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อโครงการ
3.4แนวความคิดด้านเทคโนโลยี(Technology Concepts)
แนวความคิดโครงการทางด้านเทคโนโลยี
เป็นการเลือกประเภทของเทคโนโลยีอาคารให้
เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของโครงการโดยอ้างอิงจากบทที่ 2 ข้อมูลพื้นฐานโครงการ และ
สอดคล้องกับบทที่ 1 เป้าหมายโครงการ เพื่อใช้ในการพิจารณาหา บทที่ 4 ในส่วนของรายละเอียด
โครงการทางด้านเทคโนโลยี โดยแนวความคิดโครงการทางด้านเทคโนโลยีของโรงเรียนนานาชาติ
เปรมติณสูลานนท์ มีรายละเอียดที่ใช้ในการคำนึงถึง ดังนี้
·
ระบบโครงสร้างอาคารต้องเหมาะสมและตอบรับกับรูปแบบอาคาร
·
ระบบเทคโนโลยีอาคารและระบบการก่อสร้างต้องมีประสิทธิภาพที่ดี
·
ระบบเทคโนโลยีอาคารมีความเหมาะกับการใช้งานของอาคาร
·
ระบบเทคโนโลยีอาคารมีราคาค่าติดตั้ง และค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
ที่ไม่สมควรแพง
·
เกินไปนัก เพื่อลดต้นทุนในการลงทุน
·
ระบบเทคโนโลยีอาคารต้องมีความปลอดภัยในการใช้งานในระยะยาว
·
ระบบเทคโนโลยีอาคารต้องอายุยืนยาวในการใช้งาน
· ระบบเทคโนโลยีอาคารต้องสามารถช่วยประหยัดพลังงานอาคารได้
เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
โดยรายละเอียดแนวความคิดโครงการทางด้านเทคโนโลยีอาคารมี 2ส่วนดังนี้
3.4.1ระบบอาคาร(Building
System)
3.4.2ระบบเทคโนโลยีพิเศษ(Specific
Technology)
3.4.1ระบบอาคาร(Building
System)
1) ระบบโครงสร้างอาคาร(Building
Structure)
1.1ระบบ POST TENSION

รูปภาพที่3.4
รูปโครงสร้าง Post tension
ที่มา :
www.posten.co.th
1.2ระบบโครงสร้างหลังคา
โครงหลังคาเหล็ก มีเพิ่มโครงทรัสในส่วนที่มีระยะห่างเสามากๆ

รูปภาพที่3.5
รูปโครงสร้างช่วงกว้าง
ที่มา :
http://houseyahoo.blogspot.com/2013/02/truss-truss.html
2) ระบบปรับอากาศ(Air-Conditioning)
2.1ระบบปรับอากาศแบบ
Split Type
ส่วนพื้นที่ที่มีการใช้ระบบปรับอากาศแบบช่วงเวลา
เช่น ห้องเรียนหรือส่วนห้องทำงาน ก็ควรจะใช้ระบบปรับอากาศระบบนี้ เพราะแต่ละส่วนใช่งานแยกกันไม่พร้อมกัน
2.2ระบบปรับอากาศแบบ VRV
จะใช้ในส่วนของพื้นที่ห้องขนาดใหญ่
เช่น ห้องสมุด Auditorium เป็นต้น
3.ระบบสุขาภิบาล
3.1ระบบประปา
ระบบประปาใช้แบบระบบ Feed Up เนื่องจากอาคารเป็นกลุ่มอาคารที่แยกห่างจากกันและมีความสูงไม่มากพอที่จะใช้ระบบ
Feed Down ได้
3.2ระบบน้ำเสีย
ระบบน้ำเสียแบบทั่วไปโดยแยกเป็น
น้ำเสียจากอ่างล้างหน้า น้ำเสียจากหลังคาและท่อระบายน้ำ และน้ำเสียจากห้องครัว โดยทั้งหมดต้องผ่านถังบำบัดก่อนจะระบายออกสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
ยกเว้นน้ำจากห้องครัวที่จะต้องผ่านถังดักไขมันเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั้น
3.3ระบบน้ำโสโครก
ระบบน้ำโสโครกเป็นระบบที่ระบายของเสียจากโถส้วม
และโถปัสสาวะโดยระบบเดินท่อ จะมีท่อแนวนอนที่ต่อออกจากแหล่งกำเนิดสิ่งโสโครก และท่อแนวตั้งที่เป็นท่อรวมท่อแนวนอนก่อนนำไปยังถังบำบัด
โดยอุปกรณ์ร่วม คือช่องทำความสะอาดท่อ
3.4ระบบบำบัดน้ำเสีย
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ
ระบบนี้เหมาะกับอาคารขนาดกลาง ซึ่งง่ายต่อการดูแลรักษา มีประสิทธิภาพดี และราคาไม่แพง
4ระบบไฟฟ้ากำลัง(Eletricity)

รูปภาพที่3.6
แสดงการทำงานของไฟฟ้าแบบ Sub station
5.ระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน(Emergency
System
5.1ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินแบบดีเซล เป็นระบบที่ทำงานอัตโนมัติ
คือ หลังจากที่ไฟฟ้าเมนดับระบบจะสตาร์ทเครื่องและมีสวิทซ์สับเปลี่ยนจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สำคัญ
5.2ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินแบบแบตเตอร์รี่
จะถูกติดตั้งเพื่อให้แสงสว่างในระหว่างที่รอไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
6.ระบบป้องกันฟ้าผ่า(Lighting
Protection System)
ระบบป้องกันฟ้าผ่ามีส่วนประกอบสำคัญได้แก่
6.1สายล่อฟ้า
6.2สายนำลงดิน
6.3สายรายดิน
7.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม(Communication)
7.1ระบบโทรศัพท์(Telephone
System)
ระบบโทรศัพท์ภายในอาคารหลังจาก
เชื่อมสายจากองค์การโทรศัพท์กับห้องชุมสายแล้ว
สายโทรศัพท์จะแยกเข้าตู้สาขา เพื่อจัดระบบ
และหมายเลข จากนั้นจะส่งไปยังแผงควบคุมในแต่ละส่วน
7.2ระบบโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV
System)
ระบบรักษาความปลอดภัยรวม
และแยกส่วนตามจุดสำคัญของอาคาร ระบบโทรทัศน์วงจรปิดแบบระบบรักษาความปลอดภัยรวมของอาคาร
ห้องควบคุม และผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีการติดตั้งกล้องในเกือบทุกตำแหน่ง
เนื่องจากโรงเรียนมีความต้องการในการรักษาความปลอดภัยสูง
8.เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตไร้สาย
เป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในเรื่องของการศึกษาค้นคว้าของเด็กนักเรียว
อีกทั้งยังสะดวกและง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลในอินเตอร์เน็ต โดยรูปแบบของการเชื่อต่ออินเตอร์เน็ต
จะเป็นแบบ Client/server
(Infrastructure mode)
9.ระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบดับเพลิง(Fire
Protection Extinguishers)
9.1ระบบป้องกันอัคคีภัย
ใช้แบบระบบทั้ง Smoke
Detector และ Heat Detector ซึ่งเมื่อเกิดเพลิงไหม้จะทำการแสดงผลไปยังห้องควบคุมเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังระบบ
Fire Detector System โดยระบบ Sprinkle ซึ่งเมื่อโดนความร้อนจนถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้
ปรอทจะแตกและปล่อยน้ำออก
9.2ระบบดับเพลิง
·
ชนิดสายสูบ เป็นระบบท่อแห้งไม่มีน้ำอยู่ในสภาวะท่อปกติแต่มีอูปกรณ์ควบคุน้ำที่ส่งมาในท่อระบบนี้จะใช้คนนำสายสูบใช้ได้กับทุกมุม
ความยาวสายทั่วไป 15, 23และ30 เมตร
·
ชนิดโปรยน้ำสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติคือการเดินท่อไปตามฝ้าเพดานแบบ GRIDโดยเว้นระยะให้หัวฉีดกระจายน้ำออกไปซึ่งน้ำในท่อจะมีความดันพร้อมจ่าย
10.ระบบแสงสว่าง(Lighting)
การส่องสว่างภายในโรงเรียนควรคำนึงเรื่องแสงบาดตา
เพราะการใช้สายตาในโรงเรียนมีทั้งการมองที่โต๊ะเรียนและการมองในแนวระดับเพื่อดูกระดานหรือผู้สอน
โคมไฟที่ใช้ในโรงเรียนโดยทั่วไปเป็นโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงคือ
มีตะแกรงเพื่อไม่ให้เกิดแสงบาดตาเมื่อต้องใช้สายตาในแนวระดับมากดังแสดงในรูปที่ 3.4 โคมมีตะแกรงหรือเซลล์ประมาณ 11-14 เซลล์ต่อหลอดเพื่อลดแสงบาดตา
และใช้แขวนจากเพดานในกรณีที่เพดานสูงโดยมีแสงออกทางด้านบนของโคมด้วยทั้งนี้เพื่อทำให้เพดานสว่างดูไม่อึดอัด
โคมไฟฟลูออเรสเซนต์ควรติดตั้งแนวยาวของโคมตามทิศทางการมอง
เพื่อไม่ให้เกิดเงาระหว่างโคมที่โต๊ะเรียน
โคมที่ใช้ตัวสะท้อนแสงอาจใช้อะลูมิเนียมที่มีสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงที่ดีเพื่อการประหยัดพลังงาน

รูปภาพที่3.7
ดวงไฟส่องสว่าง
ที่มา :
http://www.tieathai.org/know/application/ch5.htm
โรงเรียนมีพื้นที่การใช้งานหลายอย่างตั้งแต่ ห้องบรรยาย ห้องปฏิบัติการ ห้องทดลอง ห้องประชุมใหญ่ ห้องสัมมนา อาคารเอนกประสงค์ ห้องสมุด เป็นต้น
ห้องบรรยาย ห้องบรรยายควรมีแสงสว่างให้เพียงพอทั่วทั้งห้องเพื่อการใช้สายตาของผู้ที่ฟังการบรรยาย
ความส่องสว่างในห้องบรรยายประมาณ 500 ลักซ์
และให้แสงสว่างที่หน้ากระดานมากพอสมควรเพื่อให้การมองเห็นได้ชัดจากผู้ฟัง ความส่องสว่างที่หน้ากระดานประมาณ 700 ลักซ์ และแสงสว่างที่กระดานต้องไม่ให้เกิดแสงบาดตากับผู้ฟังการบรรยาย
ดังนั้นการติดตั้งโคมที่ด้านหน้ากระดานต้องพิจารณาแสงสะท้อนจากโคมเข้ากระดานและสะท้อนมาหาผู้ฟัง

รูปภาพที่3.8 การให้แสงสว่างในห้องบรรยายที่เน้นการส่องสว่างสม่ำเสมอในห้องและที่หน้ากระดาน
http://www.tieathai.org/know/application/ch5.htm
ห้องบรรยายควรจัดโคมและสวิตช์ดังนี้
-
โคมฟลูออเรสเซนต์วางตามทิศทางการมอง
- ความส่องสว่างในห้อง 500 ลักซ์
และที่หน้าเวที 700 ลักซ์
-
การจัดสวิตช์ให้ปิดเปิดโคมตามแนวยาวและกลุ่มโคมที่หน้าห้องด้วย
ห้องปฏิบัติการ การให้แสงในห้องปฏิบัติการควรให้แสงสว่างสม่ำเสมอทั้งห้อง
ความส่องสว่างในห้องปฏิบัติการประมาณ 500 ลักซ์ สำหรับบริเวณที่ต้องการแสงสว่างมากเพราะชิ้นส่วนมีขนาดเล็กต้องมีการให้แสงเพิ่มมากขึ้น การให้แสงมากขึ้นกว่า 500
ลักซ์ควรเป็นการให้แสงที่มาจากโคมที่ติดตั้งตามโต๊ะปฏิบัติการ ในกรณีที่ต้องการความส่องสว่างมาก เพื่อใช้ในการเรียนการสอนที่ต้องใช้สายตามาก
เพื่อการมองเห็นวัตถุขนาดเล็กก็ควรติดตั้งโคมไฟใกล้ๆกับชิ้นงาน
เพื่อไม่ให้เกิดความสิ้นเปลืองมากเกินไป นอกจากนี้การวางโคมก็ใช้หลักการเหมือนในห้องเรียน คือวางโคมขนานกับหน้าต่างเพื่อสามารถแบ่งการปิดเปิดสวิตช์ได้เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าเพราะบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าต่างอาจไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน ยกเว้นวันที่ฟ้ามืดครึ้มหรือมีการเรียนการสอนในเวลากลางคืน
ห้องประชุมใหญ่
การให้แสงในห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียนมีด้วยการหลายวัตถุประสงค์ นอกจากใช้ในการประชุมแล้วก็ยังอาจใช้ห้องประชุมสำหรับการแสดงที่ต้องมีการให้แสงหน้าเวทีด้วย ความส่องสว่างโดยทั่วไปในห้องประชุมประมาณ 200 ลักซ์
ส่วนความส่องสว่างที่หน้าเวทีก็เหมือนกับการให้แสงสว่างเพื่อใช้ในการแสดงทั่วไปที่อาจใช้ความส่องสว่างขนาด
1000 - 2000 ลักซ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังเรื่องแสงบาดตาที่อาจเกิดแก่เด็กด้วย นอกจากนี้ควรมีระบบการหรี่ไฟด้วยเพื่อให้มีระดับการส่องสว่างได้หลายระดับ ห้องประชุมใหญ่ดังกล่าวถ้าใช้เพื่อการบรรยายและการเรียนด้วย
ความส่องสว่างก็ต้องมากถึง 500 ลักซ์โดยใช้โคมฟลูออเรสเซนต์ ส่วนโคมไฟส่องลงหลอดอินแคนเดสเซนต์ก็ควรมีเพื่อการหรี่ไฟด้วยเมื่อต้องการฉายสไลด์หรือวีดีโอ
ห้องสมุด การให้แสงห้องสมุดมีที่ต้องการแสงสว่างเพื่อการมอง อ่าน หรือเขียนประมาณ 3
ที่ คือ ที่หิ้งหนังสือ โต๊ะอ่านหนังสือ
และบริเวณตู้ค้นดัชนีหนังสือ ความส่องสว่างในห้องสมุดประมาณ
300 ลักซ์ และตำแหน่งของดวงโคมต้องให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย
เช่น
หิ้งวางหนังสือต้องวางดวงโคมให้แสงส่องให้เห็นตัวหนังสือที่ชั้นวางหนังสือทุกชั้น ดังนั้นการติดตั้งโคมควรให้อยู่ระหว่างชั้นหนังสือ ส่วนบริเวณโต๊ะอ่านหนังสือก็ต้องติดตั้งโคมให้มีความส่องสว่างมากพอประมาณ
300 ลักซ์ บางครั้งบริเวณห้องสมุดบางพื้นที่อาจมีการติดตั้งคอมพิวเตอร์เป็นบริเวณใหญ่เพื่อการค้นข้อมูลหรือการติดต่ออินเตอร์เนตหรือการค้นหาดัชนีหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์
ก็ต้องพิถีพิถันในเรื่องโคมที่เลือกใช้ด้วยเพื่อไม่ให้มีแสงสะท้อนตัวโคมไปปรากฏที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โคมที่จะใช้ในกรณีนี้ก็เหมือนโคมที่ติดตั้งในสำนักงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์กันมาก
กรณีที่มีการพิถีพิถันมากในเรื่องของแสงในห้องสมุดก็ต้องพิจารณาในเรื่องของการกระพริบของแสงเนื่องจากความถี่หรือที่เรียกว่า
สโตรโบสโคปิกเอฟเฟค (Stroboscopic Effect)
ก็อาจแก้ไขในเรื่องการจ่ายไฟสามเฟสเข้าโคมเดียวที่มีสามหลอดโดยจ่ายหลอดละหนึ่งเฟส แต่แบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก ปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ลดลงได้ด้วยการใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งให้ผลทางด้านสโตรโบสโคปิกเอฟเฟคน้อยกว่าการใช้บัลลาสต์แกนเหล็กธรรมดา เพราะบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ให้ความถี่สูงประมาณ 23-30 Khz เข้าหลอดทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่เกิดกับการใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์
อาคารเอนกประสงค์ หมายถึงอาคารที่สามารถใช้งานได้หลายอย่างซึ่งมักมีในเกือบทุกโรงเรียน การใช้งานของอาคารเอนกประสงค์มีตั้งแต่ การจัดงานเลี้ยง การเล่นกีฬา การประชุม ดังนั้นการให้แสงสว่างในอาคารดังกล่าวจึงต้องสามารถรองรับการใช้งานแบบต่างๆได้
ซึ่งอาจต้องประกอบด้วยระบบไฟฟ้าแสงสว่างตัวอย่างดังต่อไปนี้
- แสงสว่างทั่วไปทั้งจากไฟฟ้าธรรมดาหรือไฟฟ้าสำรอง
-
แสงสว่างหรี่ได้เพื่อการฉายวีดีโอ สไลด์
-
แสงสว่างฉุกเฉิน
-
แสงสว่างหน้าเวทีสำหรับการบรรยาย
-
แสงสว่างหน้าเวทีสำหรับการจัดงานเลี้ยง
-
แสงสว่างสำหรับการเล่นกีฬา
อาคารเอนกประสงค์โดยทั่วไปมีเพดานสูง
ดังนั้นจึงควรใช้โคมที่ใส่หลอดดีสชาร์จประเภทปรอทความดันสูง หรือเมทัลฮาไลด์
เพื่อเป็นการให้แสงทั่วไป นอกจากนี้ควรมีโคมหลอดฮาโลเจนเพื่อสามารถหรี่แสงได้ตามต้องการเมื่อต้องการใช้งานบางอย่าง
เช่นการฉายวีดีโอ หรือ สไลด์ นอกจากนั้นเมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับและมีไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาจ่ายให้ หรือเมื่อไฟจากการไฟฟ้ากลับมา
หลอดฮาโลเจนจะสว่างเพื่อให้มองเห็นก่อนเพราะหลอดดีสชาร์จยังไม่สามารถติดได้
ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที นอกจากนี้ควรมีไฟแสงสว่างฉุกเฉินที่จ่ายไฟมาจากแบตเตอรี่เพื่อให้สามารถมองเห็นได้เมื่อไฟฟ้าดับ
เพราะอาคารดังกล่าวมีคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นไม่ควรให้มีไฟดับสนิทเป็นเวลานานสำหรับอาคารดังกล่าว
11.ระบบขยะ
ระบบการจัดเก็บขยะใช้แบบแยกขยะเปียก
และแห้ง ซึ่งสามารถแยกขยะในเบื้องต้นได้ ก่อนที่จะออกนอกโครงการเพื่อนำไปกำจัด ซึ่งระบบนี้สามารถรักษาดูแลได้ง่าย
และไม่เสีค่าใช้จ่ายมากในการจัดเก็บ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น